วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผู้คน ดนตรี ชีวิต / ศิลปวัฒนธรรม





ผู้คน ดนตรี ชีวิต

     ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ นัก มานุษยวิทยา ให้ทัศนะดนตรีเป็นการแสดงออกประเภทหนึ่งซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันออกไปในแต่ละ วัฒนธรรม ทั้งในด้านของท่วงทำนอง ลีลาในการร้องและเนื้อหา ขณะที่ผู้คนในสังคมและวัฒนธรรมเดียวกันได้รังสรรค์และรับฟังดนตรีอย่างหลาก หลาย เพื่อหยั่งถึงโลกแห่งสุนทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีชาติพันธุ์ ดนตรีศาสนา ดนตรีสำหรับผู้หญิง เพศที่สาม และดนตรีเพื่อการเยียวยา เป็นต้น

     นัก มานุษยวิทยา ศึกษาดนตรีในมิติที่สัมพันธ์กับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม อาทิ ความเปลี่ยนแปลงของความหมายของดนตรีและเสียงต่างๆ ซึ่งรายล้อมและเกี่ยวสัมพันธ์กับมิติในด้านต่างๆ ในชีวิตของผู้คน นอกจากนี้ยังกะเทาะให้เห็นถึงมิติอันละเอียดอ่อนแยบคายของอำนาจไม่ว่าจะอยู่ ในฐานะการครอบงำและการต่อต้าน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือภายใต้บริบทสำคัญทางการเมือง

     สุด ท้ายแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ ในฐานะที่เป็นผู้กระทำการที่สร้างสรรค์ คิดค้น หยิบยืม และร้อยเรียงเสียง จังหวะ และเนื้อร้องเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัว ต่อรอง หรือนำมาเป็นส่วนหนึ่งในความเป็นตัวตนของเขาให้เหมาะสมกับห้วงสถานการณ์ ต่างๆ

“ดนตรีในมิติวัฒนธรรม” มิได้มีเพียงนักดนตรี เครื่องดนตรี ตัวโน๊ตและผู้ชมเท่านั้นหากยังมี “เสียง” ที่ สามารถบอกเล่าเรื่องราว ความหมาย ความทรงจำ และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของผู้คนซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในบทเพลงได้อย่างเต็มอรรถรส นอกจากนี้ Soundscape หรือ “ภูมิทัศน์ที่สร้างโดยเสียง” นับเป็นพรมแดนความรู้ใหม่ของนักมานุษยวิทยา ที่เชื่อมโยงมนุษย์ไปสู่สภาวะต่างๆ ตั้งแต่ภาวะเจ็บป่วย บำบัดเยียวยา การฟื้นความทรงจำ และการก่อร่างตัวตน เป็นต้น

     มุมมองนักมานุษยวิทยา นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ มองว่า การสร้างสรรค์ “เสียง” ที่ มีแบบแผนและทำซ้ำ ๆ กัน โดยเครื่องมือหรือสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงเป็นกิจกรรมที่พบได้ทั่วไปในสังคม มนุษย์ทุกแห่ง ท่วงทำนองต่างๆ อาจมีตั้งแต่จังหวะง่ายๆ ไปจนถึงจังหวะที่ซับซ้อน คุณภาพของเสียงอาจมีทั้งหยาบฟังแล้วไม่ลื่นหูไปจนถึงละเอียดฟังแล้วเคลิบ เคลิ้ม ผู้สร้างเสียงดนตรีอาจมีทั้งคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม เครื่องมือทางดนตรีและเสียงก็อาจมีการประดิษฐ์ใหม่และมีการถ่ายทอดเทคนิค ผ่านคนรุ่นต่างๆ กัน

     หน้าที่ทางสังคมของดนตรี ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของเสียงที่ปรากฏขึ้น ดนตรีอาจเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและสถานการณ์ เช่น ดนตรีกับการเกษตรกรรม การรักษาพยาบาล พิธีกรรมทางศาสนา หรือการเมือง นอกจากนั้นดนตรีอาจเป็นจินตนาการส่วนตัวของผู้สร้างสรรค์หรือสร้างขึ้นเพื่อ มวลชน อาจเป็นกิจกรรมของเครือข่ายระหว่างประเทศ

     กิจกรรมของ มนุษย์ส่วนใหญ่ มักจะใช้ดนตรีเพื่อปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมหรือการทำงาน การเต้นรำและเทคนิคการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งหลายมักจะใช้ดนตรีเป็นสื่อในการ แสดงเพื่อทำให้นักเด่นตระหนักถึงตัวตน การศึกษามานุษยวิทยาการดนตรีเป็นการศึกษาดนตรีในวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ ความคิด พฤติกรรม และเสียงที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน

การศึกษาดนตรี แบบมานุษยวิทยา มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง และการศึกษาดนตรีนอกสังคมตะวันตกต้องอธิบายจากบริบททางวัฒนธรรมการศึกษา ดนตรีทางชาติพันธุ์ (ethnomusicology) เริ่มปรากฏเป็นสาขาย่อยชัดเจน ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เป็นการศึกษาที่เน้นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเสียงที่ถูกสร้างโดยมนุษย์ เช่น เสียงดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งศึกษาบริบททางวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดเสียงเหล่านั้น

     การ จัดแบ่งประเภทดนตรีตามสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ประวัติศาสตร์ และจิตวิทยา ทำให้เห็นว่ามีดนตรีประเภทไหนที่กำลังสูญหายและสมควรได้รับการปกป้องคุ้ม ครอง โดยเฉพาะดนตรีพื้นบ้าน ทั้งนี้สถาบันสมิธโซเนียนได้จัดตั้งโครงการ The Folklife Program เพื่อเก็บรวบรวมดนตรีพื้นบ้านที่กำลังเลื่อนหายไป และกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตระหนักถึงปัญหานี้

นอก จากการจัดแบ่งประเภทดนตรีตามสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมแล้ว ทฤษฎีเกี่ยวกับดนตรีอื่นๆ ยังมองมิติของการเป็นเครื่องมือต่อต้านขัดขืนจากการถูกกดขี่ข่มเหง แนวคิดนี้มีการนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวคิดเรื่อง “ความเท่าเทียม” โดยอาศัยดนตรีและการเต้นรำเป็นสื่อในการแสดงออก

     ดนตรีพื้นเมือง มิให้สูญหายไปจากมนุษยชาติ “อำนาจ” ของ ดนตรีนี้มีผลต่อจิตวิญญาณ มนุษย์จะสร้างพลังออกจากตัวเอง แต่พลังนี้เป็นสิ่งที่ลี้ลับมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย หรือความอึดอัดได้ ดนตรีประเภทนี้อาจพบในพิธีรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อิทธิพลของภาษาศาสตร์ก็ถูกนำมาอธิบายเรื่องดนตรี

สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี และโฆษณาซึ่งขับเคลื่อนด้วยการบริโภคสินค้า ตัวอย่าง “ดนตรีโลก” (world music) ชี้ ให้เห็นว่าความหลากหลายของดนตรีกำลังหายไป เพราะดนตรีกำลังกลายเป็นสินค้าที่เหมือนๆ กัน นักมานุษวิทยาเองตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาดนตรีสมัยใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นเมืองกับดนตรีสากล

ยังมีประเด็นรายละเอียดอีกมากมายใน “ผู้คน ดนตรี ชีวิต” การเปิดพรมแดน “ดนตรีในโลกมุสลิม” การ แสดงพื้นบ้านแถบคาบสมุทรมลายู อาทิ ระบำชวา ระบำจากสุมาตรา สิละ และรำกริช ด้านดนตรีกับการ เมือง ดนตรีเป็นสุนทรียภาพอย่างหนึ่งที่มีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด เวลา ด้านดนตรีชาติพันธุ์หรือเครื่องดนตรีท้องถิ่นชนิดต่างๆ ปรากฏอยู่ทั่วโลก

     เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการ ทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 8 ในวันที่ 25-27มีนาคม ศกนี้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จะเปิดพรมแดนความรู้ใหม่เกี่ยวกับดนตรี เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงสาขาวิชามานุษยวิทยาไปสู่การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ทางสังคมและวัฒนธรรมผ่านการศึกษา


หมายเหตุ 

รียบเรียงจากจดหมายข่าว ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)
สุวิมล เชื้อชาญวงศ์

 


*

 สยามรัฐ 24 มกราคม 2552

ดนตรีและนาฏศิลป์ มีรากเหง้าร่วมกันทั้งสุวรรณภูมิ



คอลัมน์ สยามประเทศไทย
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ


ร้องรำทำเพลง ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม มีปกหน้าเป็นลายเส้นรูป "หมอลำ-หมอแคน" ส่วนปกหลังเป็นลายเส้นรูป "ระบำรำเต้น" ในพิธีกรรม ทั้ง 2 รูปมีอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว

ลาย เส้นเป็นรูปต่างๆ ที่ยกมา ล้วนสลักอยู่บนเครื่องมือสัมฤทธิ์ที่มีอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว พบในเวียดนามภาคเหนือ นักโบราณคดีสมมุติเรียกเครื่องมือสัมฤทธิ์เหล่านี้ว่า "วัฒนธรรมดองซอน" (ดองซอนเป็นชื่อจังหวัดในภาคเหนือเวียดนาม) ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมบ้านเก่า (ที่กาญจนบุรี) กับวัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี)

3,000 ปีมาแล้วยังไม่มีชาติและประเทศเหมือนทุกวันนี้ ฉะนั้นเครื่องมือเครื่องใช้สัมฤทธิ์ กับหมอลำ-หมอแคน, ระบำรำเต้น จึงเป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของพวกเดียว หากเป็นเจ้าของร่วมกัน คือเป็นของบรรพชนชาวสุวรรณภูมิที่เป็นอุษาคเนย์ทุกวันนี้ซึ่งมีไทยอยู่ด้วย


*ถ้าดูเผินๆ จะเห็นว่าท่าทางในลายเส้นล้วนเป็น "สามัญลักษณะ" มียืด-ยุบ อย่งท่ารำโขน-ละคร ทุกวันนี้นั่นเอง จึงยกเป็นรากเหง้าของโขน-ละครของไทยได้

หลายคนอาจแย้งว่าหมอลำ-หมอแคน เป็นสิ่งแสดงความเป็น "ลาว" ก็ ขออธิบายว่านี่เป็นทรรศนะดูถูกของคนยุคกรุงเทพฯเท่านั้น เพราะในยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว แคนเป็นเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาใช้บรรเลง ขับกล่อมพระเจ้าแผ่นดิน มีพยานหลักฐานตรงๆ อยู่ในวรรณคดีเรื่องอนิรุทธคำฉันท์ ออกชื่อ "แคน" ชัดๆ

หลัก ฐานอยุธยาดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานยุคก่อนหน้านั้นนับพันปี มีเอกสารต่างประเทศกล่าวถึงเครื่องเป่าน้ำเต้า (คือ แคน) แพร่กระจายในกลุ่ม ชนชั้นสูงทั้งอุษาคเนย์ทั่วผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ

ข้อ ด้อยของการศึกษาดนตรีและนาฏศิลป์ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย คือยกแต่การละเล่นในราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้นที่แสดง "ความเป็นไทย" เรียกดนตรีไทย เรียกนาฏศิลป์ไทย

     ส่วน การละเล่นของท้องถิ่นอื่นๆ ไม่เป็นไทย เลยยกให้เป็นพื้นเมือง เช่น ดนตรีพื้นเมือง นาฏศิลป์พื้นเมือง ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกจากบรรพชนคนไทยทุกวันนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่า หมอลำ-หมอแคน หรือโนรา, หนังตะลุง ฯลฯ

กระทรวงวัฒนธรรมควรทบทวนการ เรียนการสอนของสถาบันในสังกัดให้ทันสมัย อย่างมีสมอง ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องปรับปรุงการเรียนการสอนให้สอดคล้องหลัก ฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี

ถ้าร่ำเรียนเขียนอ่านแต่เรื่องโกหกพกลมอย่างที่เป็นมานานแล้ว สติปัญญา ก็อ่อนแอ กลายเป็นพวก "ทันสมัย แต่ไร้สมอง"

*
มติชนรายวัน วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

นักแหกกฎดนตรี


ประทีป สุพรรณโรจน์





*












"คุณรู้ไหม...การเป็นวาทยกรดูเหมือนง่าย แต่จะทำยังไงให้นักดนตรีเล่นได้ถูกต้องและดี

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นี่คือหน้าที่ของคนควบคุมวง ส่วนที่ไปยืนท่าเท่ๆ นั่นหน้าที่เสริม"

แม้ดนตรีคลาสสิกจะมีแบบแผนและกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ถ้ามีความเข้าใจดนตรีอย่างแตกฉาน ก็สามารถแหกกฎได้ ซึ่งเรื่องนี้ ประทีป สุพรรณโรจน์ หัวหน้าแผนกดนตรี กองดุริยางค์ทหารบก กล้าที่จะทำเช่นนั้น

ทำไม คนดนตรีที่ร่ำเรียนตามแบบแผนคลาสสิก ทั้งด้านการควบคุมวง การประพันธ์เพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน จึงกล้าที่จะแหกกฎในหลายๆ เรื่องของดนตรี

ปัจจุบันประทีปมีหน้าที่หลายบทบาท นอกจากงานประจำที่กองดุริยางค์ทหารบก เขายังยังเป็นผู้อำนวยเพลงและผู้เรียบเรียงเพลงวง ดร.แซ็กเชมเบอร์ ออร์เคสตรา ผู้อำนวยการเพลงไทยแลนด์ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา, อาจารย์สอนดนตรีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกำลังเตรียมสอบเข้าเรียนปริญญาเอก ด้านการควบคุมวงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เส้นทางดนตรีของประทีปก็ไม่ใช่ว่าได้มาง่ายๆ เริ่มจากความเพียร หมั่นฝึกฝน กล้าคิดแตกต่าง และชอบซักถามครูบาอาจารย์

ตอน ที่เขาได้ทุนไปเรียนสาขาดนตรีสากลที่มหาวิทยาลัย Kingston ประเทศอังกฤษ ประทีปเป็นคนไทยคนเดียวที่เรียนด้านนี้ แรกๆ พูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น พอปรับตัวได้แล้ว ก็สอบได้ที่หนึ่งของชั้นเรียนมาตลอด (เคยสอบได้ที่สองครั้งเดียว) เขาทำให้เพื่อนฝรั่งทึ่งกับวิธีคิดการเรียบเรียงเสียงประสานและการประพันธ์ เพลง และได้รางวัลมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศการประพันธ์เพลงมาร์ช The Commandant S Prize ,รางวัลชนะเลิศการเรียบเรียงเสียงประสานเพลงป๊อปปูล่า The Tomlison Award ฯลฯ

และเขาทำให้ชาวต่างชาติได้รู้ว่า คนไทยก็สร้างสรรค์ดนตรีได้ไม่แพ้ฝรั่ง ตอนที่ประพันธ์เพลงมาร์ชจนได้รับรางวัล เขาบอกว่าเพราะความคิดถึงบ้าน ก็เลยใช้บทเพลงพระราชนิพนธ์ แสดงถึงความทระนงที่เกิดเป็นคนไทยจากก้นบึ้งของหัวใจ

ล่าสุดเมื่อ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า "ลองนำเครื่องดนตรีไทยเล่นร่วมกับวงออร์เคสตราได้ไหม"

เขา ก็ลองทำ จนได้แสดงในงานประชุมดนตรีระดับโลกครั้งที่ 28 ที่ประเทศอิตาลี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้เยาวชนไทยได้รับการตบมืออย่างเกรียวกราว

ขอย้อนไปถึงวัยเด็กสักนิด มีใครในครอบครัวคุณเล่นดนตรีบ้าง

ไม่ มี แต่สิ่งที่ผมค้นพบตอนหลังก็คือ พ่อผมอยากเล่นดนตรี แต่ปู่ไม่ให้เล่น ทำให้ผมนึกถึงงานวิจัยหมอศิริราชที่บอกว่า ถ้าสิ่งใดที่พ่อแม่อยากทำตอนเด็ก และไม่ได้ทำ ดีเอ็นเอก็จะตกมาถึงลูกหลาน ผมเป็นคนเดียวในบ้านที่ได้เรียนดนตรี ผมเป็นคนสุพรรณ ฐานะทางบ้านไม่ดี ได้เข้าเรียนโรงเรียนดุริยางค์ทหารบก พ่อแม่ไม่ต้องส่งเรียน เพราะมีเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน

นอกจากเล่นดนตรี ผมยังอยากประพันธ์เพลงและเขียนเพลงด้วย แต่ตอนนั้นที่โรงเรียนไม่ได้สอน ผมก็ใช้วิธีซักถามครู ฝึกทดลองทำ เราเป็นนักเรียนรุ่นพี่ก็ให้รุ่นน้องลองเล่น ผิดถูกไม่รู้ ผมจำได้ว่า ครูคนหนึ่งบอกผมประโยคหนึ่งว่า "ถ้าเมโลดี้วิ่ง เสียงประสานหยุด ถ้าแนวทำนองหยุด แนวเสียงประสานวิ่ง" หลังจากนั้นผมก็เอาตรงนั้นมาตีความ ผมเรียนแบบครูพักรักจำ พอไปเรียนที่อังกฤษทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ได้เรียนด้านเรียบเรียงเสียงประสานเป็นเวลาสามปี การได้เรียนต่างประเทศเหมือนได้เห็นแนวทางชีวิตตัวเองชัดขึ้น ทั้งการเรียบเรียงเสียงประสาน ประพันธ์เพลงและหัดควบคุมวง

คุณรู้ ไหม...การเป็นวาทยกรดูเหมือนง่าย แต่จะทำยังไงให้นักดนตรีเล่นได้ถูกต้องและดี นี่คือหน้าที่ของคนควบคุมวง ส่วนที่ไปยืนท่าเท่ๆ นั่นหน้าที่เสริม

ก่อนเดินทางไปเรียนต่างประเทศ คุณก็คิดว่าชาวต่างชาติคงเก่งกว่าคนไทย ?

ผม ก็เป็นคนหนึ่งที่เทิดทูนพวกต่างชาติมาก นึกว่า พวกเขาเก่ง แต่พอผมไปเรียนก็ได้รู้ว่า บางเรื่องเขาก็ไม่รู้มากไปกว่าเรา ไม่ได้เก่งทุกคน ถ้าคนไหนเก่ง เราก็เรียนรู้จากเขา พอผมไปเรียนในอังกฤษ ก็ได้รู้ว่า คนไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าต่างชาติ แม้ผมจะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล แต่ผมก็เก็บเงินเรียนดนตรีเพิ่มเติมนอกมหาวิทยาลัยด้วย เพราะวิธีคิดของคนสอนต่างกัน

พอไปเรียนที่อังกฤษ ได้เรียนทั้งการประพันธ์เพลง การเรียบเรียงเสียงประสาน และฝึกเป็นวาทยกร ทำให้คุณได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ?

ตอน เรียนที่โรงเรียนดุริยางค์ทหารบก ก็คิดว่า เล่นดนตรีเพื่อการดำรงชีพ แต่พอไปเมืองนอกทำให้มีวิสัยทัศน์ เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า ต้องขึ้นไปให้ถึงยอดเขา พอขึ้นไปถึงยอดเขา ก็ได้รู้ว่ายังมียอดเขาอีกหลายลูกที่เราต้องไปให้ถึงอีก

ผมจำได้ ว่า ตอนอยู่ที่อังกฤษ ผมรู้สึกคิดถึงบ้าน ก็เลยนึกถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ คิดถึงบ้าน แล้วนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ ส่งประกวดก็ได้รางวัลชนะเลิศการประพันธ์เพลงมาร์ช ตอนนั้นผมใช้เพลงแนวละตินเรียบเรียงเสียงประสาน

เมื่อสิบปีที่แล้ว คุณเป็นคนไทยคนเดียวที่เรียนดนตรีสากลในมหาวิทยาลัย Kingston ?

แรกๆ ผมก็ถูกมองเหมือนกะเหรี่ยง จนผมสอบได้คะแนนสูงสุดอันดับหนึ่ง เพื่อนฝรั่งถึงกับอึ้ง ผมได้ที่หนึ่งตลอด เคยสอบได้ที่สองครั้งหนึ่ง ช่วงแรกผมก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ อาจารย์พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง แต่พออาจารย์เอางานมาให้ทำ เรื่องดนตรีผมรู้หมด

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมทำงานไปส่งอาจารย์ ผมก็คิดตามตำราเหมือนพวกฝรั่ง แต่พอทำงานอีกครั้ง ผมทำแหกกฎ ไม่ทำตามตำรา แต่อยู่ในมาตรฐานของตำรา ผมฉีกกฎดนตรี อย่างเวลาประพันธ์เพลงมาร์ชมีกฎว่า ห้ามใช้บันไดเสียงไมเนอร์ ใช้ได้เฉพาะเสียงเมเจอร์ ผมใช้บันไดเสียงไมเนอร์ แต่พอวงดนตรีลองเล่นปรากฏว่าออกมาดีและประสบความสำเร็จ

ไม่ทำตามตำรา แต่สามารถเรียบเรียงเสียงประสานออกมาได้ดี คุณมีวิธีคิดอย่างไร

อย่าง เพลงของยิว เวลาเล่นดนตรีด้วยบันไดเสียงไมเนอร์จะให้อารมณ์ที่ลึกซึ้ง เคร่งขรึม จริงใจและหนักแน่น แต่ถ้าใช้บันไดเสียงเมเจอร์จะให้ความรู้สึกถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรี ถ้าเปรียบเทียบกับคน บันไดเสียงเมเจอร์ก็เหมือนคนหน้าตาดี แต่ถ้าเป็นบันไดเสียงไมเนอร์ นอกจากหน้าตา แล้วยังดูจริงใจ ดังนั้นเพลงที่ผมเรียบเรียงเสียงประสาน ผมจะใช้ทั้งบันไดเสียงไมเนอร์และเมเจอร์รวมกัน เพราะในชีวิต ถ้าเราเป็นคนหน้าตาดี จิตใจก็ต้องดีด้วย

เวลาผมประพันธ์เพลงมาร์ช เพลงพวกนี้บอกถึงความรักชาติที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ จึงใช้บันไดเสียงไมเนอร์และเมเจอร์ แสดงถึงความรักชาติและรักจากใจ

แล้ววิธีการนำเครื่องดนตรีไทยมาผสมผสานกับวงออร์เคสตรา คุณทำอย่างไร

กลับ มาเมืองไทยกว่าสิบปีแล้ว ผมเคยเอาเพลงไทยมาเล่นแบบวงสากล เพลงแรกที่เรียบเรียงเสียงประสานใหม่คือ เพลงลาวดวงเดือน ผมชอบทำดนตรีที่แหกกฎ ไม่อยากทำแบบเดิม อย่างดนตรีสากลมีกฎห้ามใช้คอร์สโน้น คอร์สนี้ ผมก็เอามาใช้ ผมไม่ได้คิดเรื่องฟังก์ชันอย่างเดียว ผมจะคิดเรื่องเสียงด้วย หากใช้เสียงลักษณะนี้ก็ทำให้อารมณ์ดนตรีเปลี่ยนไป แม้วิธีการของผมหลักทฤษฎีจะผิด แต่ผู้เรียบเรียงเสียงประสานในยุคใหม่ก็ใช้ ไม่ใช่ว่าผมนึกจะใช้ก็ใช้ ผมก็ศึกษาข้อมูลด้วย

ผมเล่นเพลงลาวดวง เดือนด้วยวงออร์เคสตรา จนอาจารย์สุกรี เจริญสุข ถามผมว่า คุณสามารถทำวงออร์เคสตราเล่นร่วมวงกับจะเข้ได้ไหม ผมก็เรียนแนวตะวันตกมามากมาย ผมก็คิดว่า จะเอาวัฒนธรรมตะวันตกและเทคโนโลยีมารับใช้วัฒนธรรมไทย แม้จะเข้จะจูนเสียงไม่เหมือน มีโน้ตอยู่สองตัวของเครื่องดนตรีไทยที่ไม่เข้ากับดนตรีสากล ผมก็เลยคิดว่า ถ้าดนตรีไทยเล่นโน้ตสองตัวนี้ ดนตรีสากลก็จะไม่เล่นโน้ตสองตัวนั้น เพราะโน้ตตัวอื่นสามารถจูนได้ใกล้เคียงกัน ครั้งแรกที่ผมเอาจะเข้มาเล่นร่วมกับออร์เคสตราใน เพลงจีนขิมใหญ่ แล้วก็เดี่ยวพญาโศก และกราวใน

คุณคงมีแนวคิดที่จะเอาเครื่องดนตรีไทยชิ้นอื่นๆ มาเล่นร่วมกับวงดนตรีสากล ?

ที่ คิดไว้อีกคือ ระนาด บางคนก็คิดว่า เราต้องจูนระนาดใหม่ แต่สำหรับผมคิดว่า ระนาดไทยเล่นกับเครื่องดนตรีสากลได้ ผมก็คิดว่า ถ้าระนาดเล่นสเกลหรือบันไดเสียงนั้น พอมาเล่นกับสากลก็ต้องเปลี่ยนบันไดเสียงของสากลให้เข้ากับระนาด ไม่ใช่จูนระนาดเข้ากับวงสากล เพราะระนาดก็ต้องมีตัวตน ผมก็ใช้วิธีเดียวกับการเล่นจะเข้

และในอนาคตผมคิดจะเอาซอด้วงตัว เดียวมาเล่นร่วมกับวงดนตรีสากล อย่างในอเมริกาก็ยอมรับดนตรีจีน ผมก็คิดว่า ดนตรีไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าดนตรีจีน อีกอย่างผมคิดว่า วัยรุ่นสมัยใหม่ยังไม่รู้ว่า ดนตรีไทยเป็นอย่างไร ผมไม่อยากให้อีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าดนตรีไทยหายไป ผมก็เลยคิดว่า จะทำอย่างไรให้ดนตรีไทยได้เล่นกับวงออร์เคสตรา เพื่อให้ดนตรีไทยมีคุณค่า

ดนตรี ไทยที่ผมนำมาผสมผสานกับวงออร์เคสตรา ก็ต่างจากวงบอยไทยที่เป็นป็อปปูล่า และต่างจากออร์เคสตราวงไหมไทยจะออกโทนหวานๆ แต่ผมจะมีลูกดุดัน และฉีกแนว วงดร.แซ็กเชมเบอร์ที่ไปเล่นที่อิตาลี ก็เป็นงานแนวทดลอง วงของเราถูกคัดจากหกพันมหาวิทยาลัยทั่วโลก เราได้อยู่ในสามร้อยวงที่เลือกเข้าไปเล่นในวันท้ายๆ ที่ถือว่า เป็นวงที่ดีที่สุด

ผมอยากผลักดันให้ดนตรีไทยเป็นที่รู้จัก อย่างเราไปเล่นที่อิตาลี วงดนตรี ดร.แซ็กเชมเบอร์ ออร์เคสตรา บรรเลงเพลงไทยเกือบแปดเพลง ทั้งๆ ที่ฝรั่งไม่รู้จักเพลงไทยเลย แต่พวกเขาประทับใจ นี่คือความยาก พวกเขาตบมือขอให้เล่นอีก เราก็แถมเพลงสากล เพื่อให้เห็นว่า นอกจากเพลงไทยแล้ว เราสามารถเล่นเพลงสากลได้ด้วย

การทำงานกับคนรุ่นใหม่ คุณมีวิธีการดึงศักยภาพพวกเขาอย่างไร

เทคโนโลยี ที่คนรุ่นใหม่เรียนรู้ ผมก็ต้องรู้ ผมไปนั่งเรียนปริญญาโท วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล บางวิชาผมนั่งเรียนกับลูกศิษย์ ผมอยากให้เด็กเห็นว่า อาจารย์ก็ยังใฝ่หาวิชาความรู้ ทั้งๆ ที่ผมเรียนการประพันธ์เพลงมาแล้ว แต่ผมอยากเรียนรู้วิสัยทัศน์ เพราะการเรียนไม่มีวันจบสิ้น การเรียนเป็นโลกของจินตนาการ แต่พอเรียนจบแล้ว นั่นคือโลกของความจริง และผมกำลังจะสอบเรียนปริญญาเอก

คุณเชื่อว่า พรสวรรค์สร้างได้ ?

พรสวรรค์ เกิดจากการฝึกฝนบ่อยๆ แต่บางคนอาจมีดีเอ็นเอพิเศษคือ มีพรสวรรค์ แต่ถ้าไม่ฝึกฝนเรียนรู้ก็ไม่เก่ง และผมไม่เชื่อว่า คนอายุมากเรียนดนตรีไม่ได้ ผมเคยเจอคุณป้าวัย 60 ปีเพิ่งมาหัดเรียนเปียโน ปัจจุบันเล่นดนตรีเก่งมาก บางคนใจรักหมั่นฝึกฝนก็เล่นได้ดี ยกตัวอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพิ่งมาหัดเรียนดนตรีไม่เกินสิบปี ท่านมีใจเพลง ก็ส่งน้องๆ ในโรงเรียนดุริยางคศิลป์ทหารบกไปสอนท่านที่บ้าน ปัจจุบันท่านแต่งทำนองเพลงไว้ 60-70 เพลง บางเพลงมีความไพเราะให้ความหมายดีๆ

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านเองก็ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน ท่านอาจจะร้องเพลงได้ ท่านหัดเล่นเปียโนก่อน แล้วหัดแต่งเพลง บางคนบอกว่า ดนตรีเล่นยากต้องใช้เวลา ถ้ามาเรียนตอนแก่ก็ช้าเกินไป ผมคิดว่า ไม่มีอะไรช้าเกินไป

ตอนแรกๆ ที่คุณบอกว่า พอปีนถึงยอดเขาที่สูงที่สุดแล้ว ก็เห็นยอดเขาอีกหลายลูก คุณจึงต้องปีนต่อ เหมือนกับชีวิตคุณไหม ?

ผม กำลังจะสอบเข้าเรียนปริญญาเอกด้านการควบคุมวง ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่มีคนบอกว่า ทำไมไม่เรียนต่างประเทศ ผมเคยเรียนในต่างประเทศแล้ว ผมเรียนในเมืองไทยดีกว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะอาจารย์ที่สอนก็บินมาจากต่างประเทศ และผมก็เรียนเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ

เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
 
*
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 25 ตุลาคม 2551

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประกวดเพลงยูโรวิชัน



การประกวดเพลงยูโรวิชัน (อังกฤษ: Eurovision Song Contest; ฝรั่งเศส: Concours Eurovision de la chanson) คือการประกวดการร้องเพลงประจำปี ในกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิก European Broadcasting Union (EBU) โดยประเทศที่ร่วมเข้าแข่งขันจะเลือกเพลงและนักร้อง ประเทศละหนึ่งชุดโดยใช้ผู้แสดงไม่เกินหกคน ที่จะแสดงสดทางโทรทัศน์ โดยเพลงที่เข้าประกวดต้องเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ทั้งเนื้อร้องและทำนอง

คณะกรรมการคือประชาชนในประเทศสมาชิก EBU ซึ่งอาจรวมไปถึงประเทศอิสราเอลและโมร็อกโก แต่ไม่รวมลิกเตนสไตน์ โดยแต่ละประเทศอาจจะใช้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นหรือจะใช้คะแนนโหวตจากผู้ชมทาง โทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งแต่ละประเทศไม่มีสิทธิโหวตให้กับประเทศของตัวเอง ทุกประเทศจะได้มีเสียงโหวตเท่ากันไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ด้วยเหตุนั้นประเทศรัสเซียจึงมีคะแนนเท่ากับโมนาโก โดยประเทศที่ได้คะแนนมากที่สุดสองอันดับแรกจะได้คะแนน 12 และ 10 คะแนน ส่วนอันดับสามถึงสิบจะได้คะแนนตั้งแต่ 8 จนถึง 1 คะแนน มีผู้ชนะเพียงอันดับเดียวเท่านั้นไม่มีการแจกรางวัลใดๆ มีเพียงโล่ที่ประกาศว่าคุณคือผู้ชนะ ประเทศของผู้ชนะจะเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดปีต่อไป โดยประเทศเจ้าภาพกับสี่ประเทศที่ออกค่าใช้จ่ายให้กับทาง EBU มากที่สุดสี่ประเทศได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน จะสามารถส่งทีมเข้าประกวดในรอบชิงชนะเลิศได้เลย ส่วนประเทศที่เหลือทั้งหมดต้องเข้าประกวดรอบรองชนะเลิศ ซึ่งมีสองวันและคัดประเทศเข้ารอบชิงชนะเลิศวันละสิบประเทศ ทำให้รอบชิงชนะเลิศมีประเทศเข้าประกวดทั้งหมด 25 ประเทศ
 
การประกวดเริ่มมีการออกอากาศทุกปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 ถือเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีต่อเนื่องยาวที่สุดในโลก และมีผู้ชมที่ไม่ใช่การแข่งขันกีฬามากที่สุด[1] โดยมีผู้ชมระหว่าง 100 ล้าน - 600 ล้านคน[2][3] ออกอากาศทั่วทั้งยุโรป และยังแพร่ภาพใน ออสเตรเลีย แคนาดา อียิปต์ ฮ่องกง อินเดีย จอร์แดน เกาหลี นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ และ สหรัฐอเมริกา ถึงแม้ประเทศเหล่านี้จะไม่ได้ร่วมแข่งขันก็ตาม

ตั้งแต่ปี 2000 การแข่งขันได้มีการแพร่ภาพทางอินเทอร์เน็ต[4] ที่มีคนชมร่วม 74,000 คนในเกือบ 140 ประเทศ[5] ประเภทของเพลงในการแข่งขันมีความหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น อาหรับ,ดนตรีเซลติก,แด๊นซ์,โฟล์ก,ละติน ,นอร์ดิก,ป็อป-แร็ป,ร็อก และอื่นๆ

ศิลปินดังที่ชนะเลิศจากรายการนี้ เช่น เซลีน ดิออน (สวิสเซอร์แลนด์) ปี 1988,แอ็บบ้า (สวีเดน) ปี 1974, ดานา อินเตอร์เนชันแนล (อิสราเอล) ปี 1998,ลอร์ดิ (ฟินแลนด์) ปี 2006, มาริยา เชริโฟวิช (Marija Šerifović) จากประเทศเซอร์เบีย ปี 2007 , ดิมา บิลาน (Dima Bilan) จากรัสเซีย ปี 2008 และ อเล็กซานเดอร์ รืยบัค (Alexander Rybak) จากนอร์เวย์ ปี 2009 และเลนา เมเยอร์-ลันดรุท (Lena Meyer-Landrut) จากเยอรมนี ปี 2010

*
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ASIA INTERNATIONAL GUITAR FESTIVAL AND COMPETITION 2010






present:




10th YEAR ANNIVERSARY





ASIA INTERNATIONAL GUITAR FESTIVAL AND COMPETITION 2010 BANGKOK, THAILAND
17 - 20 June 2010
at the Siam City Hotel, Bangkok





Invited guests:


Jorge Luis Zamora (Cuba/Costa Rica), Flavio Cucchi (Italy), Roman Viazovskiy (Ukraine/Germany), Paul Cesarczyk (USA/ Polish),Tomonori Arai (Japan), Ekachai Jearakul (Thailand), Gen Matsuda (Japan), Yuichi Imai (Japan), Young Seo (Korea), Karl Heinz Roemmich (Germany), Wiroon Song-Bundit (Thailand), Raks Chingsakol (Thailand), Leon Koudelak (Czech), Woratep Rattana-umpawan (Thailand), Vithaya Vosbein (Thailand), Santi Kaeojai (Thailand). Shinobu Sugawara (Japan).



Program:


17.June 2010
09.30 Masterclass: Jorge Luis Zamora
14.00 Masterclass: Flavio Cucchi
16.00 Afternoon Concert: Gen Matsuda (Japan)
(winner of the Asia and Tokio Int. Guitar Competition 2009)
Program

20.00 “Fiesta Latina”
(Anniversary Celebration Concert)

with Flavio Cucchi, Paul Cesarczyk. Jorge Luis Zamora,
Woratep Rattana-umpawanl, Santi Kaeojai, Leon Koudelak and others


18.June 2010
09.30 Masterclass: Jorge Luis Zamora
13.00 Competition 1st Round
20.00 Concert: Tomonori Arai (Japan)


19.June 2010
09.30 Masterclass: Tomonori Arai
13.00 Junior Competition
16.00 Afternoon Concert: Ekachai Jearakul (Thailand)
(winner of the Berlin and Singapore Int. Guitar Competition 2008)
Program

20.00 Concert : Roman Viazovskiy (Ukraine/Germany)
Program

20.June 2010
09.30 Masterclass: Roman Viazovskiy
14.00 Competition Final
20.00 Concert : Jorge Luis Zamora (Cuba/Costa Rica)



Artistic Direction and Organisation:
Leon Koudelak and Woratep Rattana-umpawan


All activities (Concerts, Masterclasses, Competition and exhibition at the Siam City Hotel, Bangkok).

Ticket Price
Concert: Bht. 600 for adults and Bht. 400 for students (inclusive of
coffee break)
Audience for Competition: Bht. 200
Observer for Master Class: Bht. 200
Competitor: Bht. 2,000
Junior Competitor : Bht. 1,000

Festival Poster 2010

ดนตรี ทำให้เด็กฉลาด สร้างสรรค์

   นักวิชาการชี้ ดนตรี ทำให้เด็กฉลาดขึ้น ช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก แนะพ่อแม่-ครู ใช้ดนตรีกับเด็กเป็นสื่อการเรียนรู้ เน้นเล่นกิจกรรมดนตรีอย่างอิสระ ระบุ ควรให้เด็กฟังดนตรีที่เหมาะสม หากมีเนื้อหาล่อแหลม รุนแรงเกินไป จะส่งผลเสียทั้งด้านอารมณ์ ความนึกคิด และจิตใจต่อเด็ก    

    ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ อาจารย์คณะศิลปนิเทศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว ในการประชุมคณะทำงานวิชาการเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการประสานงานนโยบายการส่ง เสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในหัวข้อ “ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย” จัดโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์  ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ว่า ปัจจุบันระบบการศึกษาในประเทศไทยมุ่งเน้น การเรียนการสอนให้เด็กมีความเป็นเลิศทางวิชาการ ผ่านการอ่านและการท่องจำ แต่ละเลย
การ พัฒนากระบวนการฝึกให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะความคิดสร้างสรรค์จะส่งดีต่อเด็กมหาศาล อาทิ 

 1) เด็กมีความคล่องตัวในการคิด เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็ว ฉับไว สามารถคิดหาทางออก หรือแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  
 2) มีความคิดยืดหยุ่น ไม่คิดแบบตายตัว หรือคิดได้หลายประเภท หลายแง่มุม 
 3) มีความคิดริเริ่ม แปลกใหม่
ไม่ซ้ำใคร และ 

 4) มีความละเอียดลออ ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งนักคิดหรือนักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ล้วนพัฒนางานของตนผ่านการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทั้งสิ้น

    ดร.สุพาพร กล่าวว่า จากรายการวิจัยในหลายประเทศระบุตรงกันว่า เครื่องมือใน การพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็กได้ง่ายและดีที่สุด ก็คือการใช้ดนตรีเป็นสื่อ เพราะเป็นกิจกรรมที่สนุก เด็กจะชอบมากที่สุด โดยวัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เป็นวัยที่เด็กมีการเรียนรู้มากที่สุด สมองเด็กวัยนี้จะเจริญเติบโตโดยมีการสร้างเครือข่ายของสมองและพัฒนาจุด เชื่อมต่อระบบเซลล์ประสาทมากกว่าช่วงอื่นๆ ของชีวิต หากถูกปิดกั้นหรือไม่ได้รับการส่งเสริมที่ดีในช่วงนี้ ก็จะทำให้เด็กเสียโอกาสในการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตน
     “จาก การศึกษาพบว่า ดนตรีส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ การใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโดยตรง กิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวจะช่วยพัฒนาสมองซีกซ้ายและขวาให้ทำงานอย่าง สมดุล ขณะฟังดนตรีเด็กจะรู้สึกผ่อนคลายปล่อยความคิดจินตนาการไปตามบทเพลง ซึ่งส่งผลดีต่อสมองซีกขวา ส่วนตัวโน๊ตหรือจังหวะเคาะดนตรีจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายด้าน ภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดังนั้น ดนตรีจึงช่วยพัฒนาความฉลาดของเด็กได้อย่างแท้จริง” ดร.สุภาพร กล่าว 


     ดร.แพง ชินพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรี โรงเรียนบ้านขนมดนตรี กล่าวว่า ดนตรีเป็นส่วนประกอบของกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเด็ก ดนตรีสำหรับเด็ก คือ ดนตรีที่เด็กแสดงออกตามความพร้อมการรับรู้ และตามความสนใจของเด็กแต่ละคน กิจกรรมของดนตรีสำหรับเด็กมีรูปแบบ เช่น การฟัง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี ฯลฯ ซึ่งการเรียนการสอนหรือการทำกิจกรรมประกอบดนตรีในลักษณะการออกคำสั่งหรือ เน้นให้เด็กทำเลียนแบบ เช่น ร้องเพลง เต้นประกอบจังหวะ หรือโบกไม้โบกมือตามคุณครู  จะทำให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กเกิดขึ้นน้อยมากหรืออาจไม่เกิดเลย เมื่อเทียบกับให้เด็กได้เต้นรำ เคลื่อนไหว แสดงท่าทางตามจินตนาการของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้มากกว่า 


     ดร.แพง กล่าวต่อว่า พ่อแม่ และคุณครูจึงควรใช้ดนตรีเป็นสื่อการสอนเพื่อช่วยเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ ด้านต่างๆ เช่น ช่วยจัดกิจกรรมทางดนตรีให้เด็ก เน้นให้เด็กใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตนเองอย่างเต็มที่ เช่นให้ร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรีอย่างเป็นอิสระตามแต่ใจของเด็ก รวมทั้งจัดหาบทเพลงที่ดี เหมาะสมกับเด็ก ให้ฟัง เช่นเพลงสำหรับเด็ก เพลงกล่อมเด็ก เพลงบรรเลงคลาสสิก ไม่ควรให้เด็กฟังเพลงที่มีเนื้อหาล่อแหลม ใช้ถ้อยคำหรือมีจังหวะรุนแรง เพราะจะส่งผลเสียต่อความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และจิตใจของเด็กได้ ที่สำคัญไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจหรือขบขันหากเด็กคิดท่าทางสร้างสรรค์แปลกๆ แต่ใช้วิธีแนะนำหรือตักเตือนหากเห็นว่าเด็กแสดงทางทางไม่สุภาพหรือหยาบคาย แทน





*
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 

 

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

กินขนม ชมเพลงแจ๊ซ ที่ซีคอนสแควร์

       ซี คอนสแควร์ จัดเทศกาลดนตรี “Gourmet Jazz ” กินขนม ชมเพลงแจ๊ซ ณ ลานน้ำพุ ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ตั้งแต่วันที่ 23-25 เม.ย. 53 เวลา 15.00-19.00 น. ในงานพบการบรรเลงเพลงของเหล่าศิลปินแจ๊ซ ระดับแนวหน้าของเมืองไทยมากมาย
     
       ซีคอนสแควร์ ร่วมกับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเทศกาลดนตรี “Gourmet Jazz ” กินขนม ชมเพลงแจ๊ซ ณ ลานน้ำพุ ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ตั้งแต่วันที่ 23-25 เม.ย. 53 เวลา 15.00-19.00 น. งานนี้เปิดให้ชมฟรี ในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การบรรเลงเพลงของเหล่าศิลปินแจ๊ซ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อาทิ โก้-มิสเตอร์แซกแมน, หนึ่ง จักรวาล(มือคีย์บอร์ด), ฝน-วงโมโนโทน, ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ(ศิลปินดีเด่นศิลปาธร ประจำปี 2552 : สาขาดนตรี),วง Pomelo Town, Lam Jazz band, Mahidol University Jazz Orchestra ฯลฯ (โดยจะสลับสับเปลี่ยนให้ความบันเทิงตลอดงาน)
     
       นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการ : ประวัติความเป็นมาของดนตรีแจ๊ซในยุคต่างๆ นักดนตรีแจ๊ซคนสำคัญ บทเพลงแจ๊ซที่ควรรู้จัก ฯลฯ อิ่มอร่อยกับขนมและค๊อกเทล Sand Bar จากโรงแรม The Renaissance Phuket Resort & Spa โดยเชฟออสเตรเลียฝีมือระดับแนวหน้า และเลือกซื้อเครื่องดนตรี CD DVD MP4 หนังสือโน้ตเพลง ฯลฯ ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2721-8888 ต่อ 312,313,314 หรือที่ www.seaconsquare.com, www.twitter.com/seaconsquare, www.facebook.com/SeaconSquareFanPage