วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"ข้ายังได้คู่ชีวา...อา...ดนตรี!"


อาทิตย์ 23 มกราคม 2554 ที่ผ่านมาได้ไปฟังดนตรีรอบชิงชนะเลิศ ในงาน "เซ็ทเทรด (เยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย" ครั้งที่ 14 ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพ

เป็นบุญหูบุญตา ถือเป็นมงคลปีใหม่จริงๆ

ปีหนึ่งได้ร่วมงานดีๆ อย่างนี้ครั้งเดียว ก็สุดคุ้มที่ผ่านปีมาได้ทุลักทุเลแล้วครับ...จริงนะเอ้า

เขา แบ่งเป็นสี่ระดับคือ ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย และอุดมศึกษา ครึ่งวันเช้ากับครึ่งวันบ่าย ระดับละสิบคน ซึ่งผ่านการคัดเลือกมาแล้ว รางวัลแบ่งเป็นเหรียญทองกับเหรียญเงินเท่านั้น เหรียญทองชนะเลิศ 1 รางวัล กับเหรียญทองรองชนะเลิศอีก 3 รางวัล อีกหกคนได้เหรียญเงินทั้งหมด

จำเพาะ เหรียญทองนอกจากเงินรางวัลแล้ว ยังได้ทุนการศึกษาด้านดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยไม่ต้องสอบคัดเลือกวิชาดนตรีปฏิบัติและยกเว้นค่าหน่วยกิต เป็นระยะเวลา 1 ปี

พิเศษอีกคือ ปีนี้ทางวิทยาลัย คัดเลือกนักดนตรีและนักร้องทางสากลสี่คน ส่งไปฝึกปฏิบัติตามความชำนาญพิเศษเฉพาะตน ยังสถาบันดนตรีที่ประเทศออสเตรีย ราว 6-8 สัปดาห์ ระหว่างปิดเทอมอีกด้วย

กลับมาแล้วจะเป็นนักดนตรีร่วมวง ไทยแลนด์ ฟีลฮาโมนี ออเคสตราได้อีก

 


ที่ ว่าเป็นบุญหูบุญตาก็คือ ได้ฟังได้ดูเยาวชนไทยที่มีความสามารถหลากหลายอย่างคาดไม่ถึง คือกติกาเขาไม่จำกัดจะใช้เครื่องดนตรีอะไรก็ได้ (ยกเว้นเครื่องไฟฟ้า) ไปจนถึงขับร้องทุกประเภททุกชาติภาษานั่นเลย

เราจึงได้เห็นได้ฟัง นักร้องโอเปรา เสียงต่ำสุดจนสูงปรี๊ด นักร้องเพลงลูกทุ่งไทย อย่างเพลง "นกขมิ้น" ของ ครูพยงค์ มุกดา หรือเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างพิณอีสาน โปงลาง ขลุ่ย ระนาด ฆ้องวง ไวโอลิน คลาริเนต แซกโซโฟน เปียโน ฯลฯ

หลาก หลายเหล่านี้แหละมาอวดฝีมือประกวดประชันกันเรียกว่า ทลายกรอบเกณฑ์แบ่งกั้นหรือข้อจำกัดเรื่อง "รูปแบบ" มุ่งความเป็นเพลงที่มีสุนทรียะอันเป็น "เนื้อหา" เป็นหลัก

ตรงนี้จึงเป็นดังว่า คือเป็นบุญหูบุญตา เพราะฟังไม่เบื่อและตื่นตาตื่นใจ โดยตลอด

นักดนตรีหรือผู้ประกวดได้ "แสดงออก" ตามอารมณ์เพลงที่ตนถนัดอย่างแท้จริง ทั้งการแต่งตัวและลีลาท่าทางซึ่งสอดคล้องกันเต็มที่

นี่ จึงเป็นเวทีใหม่ที่ให้โอกาสแก่เยาวชนได้แสดงความสามารถทางดนตรีจนแทบเรียก ว่า "ไร้ข้อจำกัด" และเยาวชนเราก็แสดงให้เห็นด้วยว่า ทำได้ถึงที่สุด เต็มความสามารถของเขาจริงๆ

เป็นเสรีทางทัศนศิลป์ ของการประกวดดวดความดีและเป็นเสรีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเราได้สัมผัสสุนทรี ยารมณ์ของดนตรีด้วยตัวเขาเอง ดัง "สัมผัสทิพย์" นั่นเทียว


จริง นะเอ้า คนเล่นดนตรีนั้น ถึงที่สุดจะมีอยู่ระดับหนึ่งเหมือนได้สัมผัสทิพย์ คือทิพยธาตุของรสไพเราะอันรู้ได้เฉพาะตน ที่จริงไม่เฉพาะดนตรีเท่านั้น ทุกศิลปะ นี่แหละเป็นสื่อให้จิตได้รู้สึกถึงความประณีตแห่งอารมณ์สุนทรีย์อันไปพ้นจาก ถ้อยคำพรรณาใดๆ

เว้นแต่จะสรรค์ได้เพียงคำเปรียบเทียบให้พอรู้สึกได้เช่นว่า

เรา ได้ยินเสียง "กระยางย่ำน้ำ" ในลีลาของนิ้วที่ย่างย่ำไปบนคีย์เปียโน บางครั้งก็ฉ่ำชื่นดัง "น้ำหยด" แล้วพลันก็แปรไปเป็นเสียง "กระหึ่มฝน" ประดังฟ้าแลแหล่งหลังธรณี

ขณะเสียงซัดส่ายของขิมนั้นปาน "พิรุณร่ำ"

ลีลาร่ายหยางฉิน (เครื่องดนตรีจีน) นั้น สะกดจิตสะกดใจด้วยมนต์อันเศก "หมอกไล้ขุนเขา"

แล้วพิณอีสานผสานกลองยาวก็พลิกพลิ้วให้ "ใบไม้พึมพำกับสายลม"

ได้ยินกระทั่ง "ม้าควบมาจากขอบฟ้า" และธารน้ำระริกระรินไหลอยู่ในมนต์นิ้วเปียโนแสนเสนาะ

ขลุ่ย พญาโศกของเด็กหญิงตัวน้อย กับเด็กหนุ่มนั้นโหยไห้ใจหาย ไม่น่าเชื่อเลยว่า นิ้วน้อยๆ กับลมปราณอันประจุลงในลำเลานั้นจะเศกขลุ่ยให้มีชีวิตชีวาได้ดังใจถึงปานนี้

เช่นเดียวกับคลาริเนตที่เป่าตัวมันเองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้บรรเลงเล่น

นี่ไงดนตรี

ดนตรีที่ ดร.สาทิศ อินทรกำแหง เคยรำพันเป็นบทกวีไว้ในชื่อ "ดนตรี" บทท้ายว่า

"ถึงข้าอยู่ดอนดงพงไพรกว้าง

ถึงชีพข้าอ้างจ้างสักเพียงไหน

ถึงข้าทุกข์ตรอมตรมระบมใจ

ข้ายังได้คู่ชีวา...อา...ดนตรี!"
 

ได้ เห็นได้ฟังเด็กของเราเยาวชนของเราในงานนี้ นอกจากจะเป็นบุญหูบุญตา ดังว่าแล้ว ก็ยังได้รู้สึก "อิ่มใจหายห่วง" คือ อิ่มใจที่เรามีเด็กดีเด็กเก่งอวดได้ไม่แพ้ใครในโลกแล้ว ก็ยังหายห่วงที่นักดนตรีทุกคนเขามีความสุขเป็นความสุขในขั้นที่เรียกว่า "ปีติ" เป็นความสุขประณีตลุ่มลึกอันยากที่บุคคลธรรมดาจักเข้าถึงได้

ใคร ก็ตามที่มีความสุขถึงขั้นนี้ได้ ย่อมไม่มีวันตกต่ำด้วยเขาจะเศกสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้เสมอตามต้องการไม่ ว่าเขาจะอยู่ในอาชีพใดหรือแม้ไร้อาชีพ

ดนตรีจะยกใจเขาให้ได้ปีติอยู่เสมอไป



*
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : "ข้ายังได้คู่ชีวา...อา...ดนตรี!"
มติชนออนไลน์ 
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"Room 39" แจ้งเกิดผ่านโลกออนไลน์



สินค้าสร้างสรรค์ "Room 39"
แจ้งเกิดผ่านโลกออนไลน์ -ใช้ตังค์น้อย...แต่ดังไว
 



การ สร้างมูลค่าเพิ่มของงานศิลปะในสื่อสมัยใหม่มีความจำเป็นมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะสินค้าที่เราเรียกว่า "ความคิดสร้างสรรค์" ซึ่งเป็นสาขาที่ภาครัฐกำลัง ส่งเสริมอยู่ในปัจจุบัน ตามนโยบายครีเอทีฟอีโคโนมี

Room 39 กลุ่มคนทำดนตรี 3 คน ทอม-อิศรา กิจนิตย์ชีว์, มน-ชุติมน วิจิตรทฤษฎี, แว่นใหญ่-โอฬาร ชูใจ กำลังเป็นที่รู้จักจากยูทูบ และปัจจุบันกำลังเตรียมตัวทำซิงเกิลแรกกับค่าย Loveis ของ บอย โกสิยพงษ์ โดยที่มีแฟนคลับจากเฟซบุ๊กราว 2 แสนคน รอคอยซิงเกิลของพวกเขา

ทุกอย่างใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการก้าวเข้าสู่ความโด่งดัง กับการตลาดที่ลงทุนต่ำมาก ถ้าเทียบกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้

นับเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของงานสร้างสรรค์บนสื่อสมัยใหม่บนโลกดิจิทัล

ลอง ดูสถิติจากทรูฮิต เว็บไซต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์โตตลอด โดยเฉพาะ kapook.com, mthai.com ที่มีคนเข้ามาโดยเฉลี่ย 5 แสนครั้งในแต่วัน และเฟซบุ๊กก็มีสมาชิกโตตลอดต่อเนื่องในไทยกว่า 5 ล้านคน

ขณะที่การเข้าเว็บผ่านมือถือต่าง ๆ โดยเฉลี่ย อันดับหนึ่ง ไอโฟน 8 แสนครั้งในแต่ละวัน โนเกีย 2 แสนครั้ง ไอพอดเกือบ 1 แสนครั้งต่อวัน

จาก สถิติเหล่านี้พอจะชี้ชัดได้ว่า การนำเสนอดนตรี เพลง ต้องอาศัยช่องทางใหม่ ๆ ไม่แตกต่างจากการเฟ้นหาศิลปินบนเวทีบ้านทรูเอเอฟอะคาเดมี่, เดอะสตาร์, เคพีเอ็น เพียงแต่ทุกอย่างถูกเฟ้นมาโดยคนในโลกออนไลน์



Youtube เป็นสื่อที่แรกที่นำเพลงของ Room 39 เข้ามาสู่การรับรู้ของผู้คน "มน" หนึ่งในสมาชิกของวงเล่าว่า เริ่มต้นจากการทำกันเล่นๆ ที่อเมริกา ใช้อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว ต้นทุนไม่เกิน 3 หมื่นบาท อัดเสียงในห้องพัก แล้วโพสลงยูทูบในช่วงเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา พอเดือนกันยายน 2553 เพลง "เข้ากันไม่ได้" กลายเป็นเพลงแนะนำในกระทู้เฉลิมไทย และถูกแนะนำต่อในกระทู้ เพลงของเว็บ pantip ตอนนั้นตัวเลขเพจวิวยูทูบเริ่มถีบตัวขึ้นหลักหมื่น ภายในเวลา 2 เดือน จากแรงเชียร์ของสมาชิก

จากนั้นก็เริ่มมีบทความแนะนำในหน้าแรกของเว็บ kapook.com เพลง"เข้ากันไม่ได้" ก็ยิ่งกระจายไปเร็วยิ่งขึ้น

ไล่ เลี่ยกันใน Facebook ที่ "มน" ตั้งใจจะแชร์ยูทูบให้กับเพื่อนในอเมริกา มีการแชร์ลิงก์ไปสู่เพื่อนของเพื่อนในเมืองไทย จนต้องเปลี่ยนจากเฟซบุ๊กธรรมดาเป็นเฟซบุ๊กแฟนเพจในปัจจุบันซึ่งมีสมาชิกกว่า 2 แสนราย

แอปพลิเคชั่นในเฟซบุ๊กหลักก็คือ การลิงก์กับ youtube ซึ่งมีเพลงราว 30 เพลง และทำหน้าที่เชื่อมโยงแฟนคลับ บอกข่าวประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหว ตารางงานโชว์ตามร้านต่าง ๆ เต็มไปถึงต้นเดือนหน้า

ปรากฏการณ์ที่ชัดที่สุดก็ตอนที่ออกงาน ของคลื่น "SEED 97.5 FM" มีคนมาฟังเพลงในงานนั้นร่วมพันคน และหลังจากออกรายการทูไนท์ โชว์ เมื่อต้นธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ภายในชั่วข้ามคืนก็มีสมาชิก Facebook เพิ่มขึ้นทันทีจาก 90,000 คน เป็น 130,000 คน

Twitter มีสมาชิกตามอยู่ 8,000 กว่าคน "มน" เล่าว่า คนไทยยังใช้ทวิตเตอร์น้อย เธอจึงใช้วิธีที่จะเชื่อมโยงระหว่างทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊กแบบทูเวย์ ทำให้คนไม่เคยเข้าไปใช้เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ ได้เข้าไปแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน

ในทางกลับกัน บรรดาแฟนคลับในแต่ละจังหวัดต่างก็ใช้เครื่องมือสื่อสาร มือถือต่าง ๆ อินเทอร์เน็ต โซเชียล เน็ตเวิร์กในการเชื่อมโยงกลุ่ม เช่น มีการถ่ายทอดสดเสียงผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อให้แฟนจากต่างจังหวัดได้ฟังเสียง มีการ ติดต่อผ่านเว็บบอร์ด เพื่อสั่งเสื้อกลุ่ม ถ่ายคลิปขึ้น เฟซบุ๊กของ Room 39 และของตัวเอง

วันนี้ ยูทูบมีเพจวิวรวม 30 กว่าเพลง มีคนเปิดแล้ว 27 ล้านครั้ง โดยเพลง "เข้ากันไม่ได้" มีคนเปิดมาแล้ว 2 ล้านครั้ง กับการเดินสายรับงานทั่วประเทศ และการ เตรียมตัวทำซิงเกิลกับค่ายเลิฟอีส รวมทั้งที่มาของรายได้จากการเป็นศิลปิน และอาจจะมีคอนเสิร์ตของตัวเองในอนาคต

พันทิป เฟซบุ๊ก กระปุก เอ็มไทย ยูทูบ ทวิตเตอร์ สื่อเหล่านี้มีความสามารถในการทะลุทะลวงไปยังคนรุ่นใหม่ได้สูง รวมทั้งบีบี ไอโฟน ไอพอด ไอแพด สมาร์ทโฟนต่าง ๆ และการมาของ 3 จี ที่จะทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมเพลงมีต้นทุนที่ต่ำ นำเสนอไปสู่สาธารณชน และเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น




*
ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4283  หน้า 25




วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Synthogy Ivory 1.5




สุดยอด vsti เสียงเปียโนจากค่าย Synthogy

ตัวที่ผมใ้ช้อยู่ เป็น version 1.5 (ล่าสุดเป็น version 1.7) มีเสียงเปียโนมาให้ 3 หลัง นั่นคือ Bösendorfer 290 Imperial Grand, Steinway D Concert Grand และ Yamaha c7 Grand โดยแต่ละหลังได้ sampling กันมาอย่างอลังการถึง 10 Layer แบบ stereo!!! ซึ่งหากลงทั้ง 3 หลัง จะกินเนื้อที่ถึง 40GB กันเลยทีเดียว

มี function พร้อมสรรพ ตั้งแต่ Key-off sampling, string resonance, release pedal, soft pedal support และสิ่งที่ผมชอบมากๆคือ มีเสียง synth pad มาให้ใช้ด้วย ซึ่งให้การตอบสนองที่ดีมากๆๆ เล่นเพลง pop สบายเลย

ivory มัีนไม่เพียงแค่เสียงดีอย่างเี่ดียว แต่มันเป็น vsti ที่เล่นได้สนุกด้วย ตอนนี้ผมใช้ ivory ในการบันทึกเสียง และซ้อมเปียโนที่บ้านตลอด ใจจริงอยากเอามันไปเล่นสดเหมือนกัน แต่ว่า notebook ของผม spec ค่อนข้างต่ำ ไม่สามารถจะเล่น ivory ได้ราบรื่นเท่าไหร่ (มีกระตุกพอสมควร)

ลองมาสรุปข้อดี-ข้อเสียดูดีกว่า

ข้อดี
- เสียงดีมากถึงมากที่สุด ทำให้เสียง sampling เปียโนอื่นๆไม่น่าฟังไปเลย
- เล่นได้สนุกมากๆ มีการตอบสนองที่ดี
- มี synth pad ที่ใช้งานได้ดีมากๆ เหมาะกับการเล่นเพลง pop

ข้อเสีย
- ขนาดใหญ่มากๆ (40GB หากเลือกลงทั้งหมด)
- กินทรัพยากรค่อนข้างสูง โดยเฉพาะ HDD ต้องมีความเร็ว 7200 rpm ขึ้นไป แต่ในหลายๆครั้งก็ยังเกิดอาการ slow disk ได้ แก้ไขโดยการนำ HDD 2 ตัว มาต่อ raid 0
- ไม่มี stand alone มาให้ จำเป็นจะใช้คู่กับ vst host เท่านั้น

หากสนใจลองเข้าไปดูได้ที่ http://www.synthogy.com/products/ivorygrand.html

*
http://bankmodify.multiply.com/reviews/item/3

//////////////////////////////////////////////////

http://dl.btjunkie.org/torrent/Synthogy-Ivory-1-5-with-keygen/37821251ddb7051c9b336e6e90cf34e4dc765eef82a6/download.torrent

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แคมปัสวงดนตรีสากล กับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


Pic_134660
หลังจากที่ "สวัสดี...แคมปัส" นำเสนอวัยศึกษาแบบเดี่ยวไปหลายมุมมองแล้ว วันนี้ขอเปิดโลกทัศน์ใหม่ ด้วยการนำเสนอวัยทีนที่เป็นแบบกลุ่ม หรือ จะเรียกว่าเป็นวงก็ว่าได้ กับ "ชมรมวงดนตรีสากล" ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังย่านดินแดง "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย...
ทีม ข่าวไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสสัมภาษณ์นักศึกษาที่เป็นสมาชิกของวงตรีดังกล่าว หลังไปยืนจับจ้องดูท่าทีลีลาของน้องๆ อยู่ครู่ใหญ่ โดยจากที่มองด้วยจากสายตา ไม่ได้เห็นแต่ความสามารถทางด้านดนตรีเท่านั้น แต่เรายังเห็นมุมมองของเด็กกลุ่มนี้ จากการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ผ่านบทเพลง ว่าแล้วก็ไม่รอช้า ขอเวลาสักนิดหน่อย เพื่อเปิดโอกาสให้วัยแคมปัส แสดงความคิดเห็นผ่านไปยังเยาวชนรุ่นน้อง ก่อนนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป 

ชมรม ดนตรีสากลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเป็นนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปก่อนหน้านี้ และยังมีสมาชิกที่เป็นนักศึกษาที่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยรวมอยู่ด้วย โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การดูแลของกองกิจการนักศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนอาจารย์ประจำภาควิชาการ ที่คอยจัดสรรจัดแจงดูแลลูกศิษย์ให้อยู่ในกรอบภายใต้อาจารย์ที่ปรึกษา โดยมีสโมสรนักศึกษาเป็นผูู้ดูแลงานดนตรี พร้อมทำหน้าที่ประสานงานวงดนตรีและงานประกวดต่างๆ ระหว่างสถาบัน และจัดการเรื่องโครงการประกวดต่างๆ ที่ทาง "ชมวมวงดนตรีสากล" เป็นผู้เสนอ ก่อนนำไปประกวดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับทางมหาวิทยาลัย
ส่วน นักศึกษาที่มาเป็นสมาชิกของชมรมวงดนตรีสากลนั้นมีที่มาที่ไปอยู่ว่า ในช่วงเดือนแรกของปีการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยจะจัดเปิดโครงการโลกกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา ได้เลือกทำกิจกรรมในแบบที่ตัวเองชอบและถนัด จากนั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในชมรมดนตรีสากล มหาวิทยาลัยจะให้เลือกตั้งคณะกรรมการ และประธานชมรม โดยมีการกำหนดเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำที่ 2.5 ทั้งนี้หากเกรดเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะไม่มีสิทธิ์ได้รับตำแหน่งใดๆ ในชมรม และมีสโลแกนที่โดดเด่นว่า ถ้าจะร่วมกิจกรรม ต้องเรียนไปด้วย โดยที่การเรียนจะต้องไม่เสีย เกรดต้องไม่ตก ดังนั้นสมาชิกชมรมที่นำเสนอต่อไปนี้ จึงถือวัยทีนที่มีคุณภาพอยู่ไม่ใช่น้อย

เริ่ม กันที่ประธานชมรม "ฉัตรชัย ทองแสง" หรือแบงค์ นักร้องนำปี 4 ผู้มากประสบการณ์กว่่าใครในกลุ่ม ที่เลือกเรียนวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ว่า เราทำกิจกรรมและเรียนไปด้วย โดยหลังจากเลิกเรียน เราจะมาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่การเล่นดนตรีทุกวัน บางวันอาจมีซ้อมดนตรี บางวันอาจมานั่งคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยเฉพาะเรื่องเรียน และตนในฐานะรุ่นพี่ จะต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำกับรุ่นน้อง พร้อมเปิดใจว่า ถึงแม้ว่าการเรียนจะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่หากต้องเล่นดนตรีไปพร้อมๆ กับเรียน จำเป็นต้องมีคำแนะนำให้ เพราะถ้าเราได้ทำอะไรที่เรารัก เช่นเรียนไปด้วย เล่นดนตรีไปด้วย มันก็มีความสุข บางคนอาจมีความสุขกับการเล่นเกม ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นดนตรี แต่ดนตรีมันมีประโยชน์ต่อตัวเราและอนาคตด้วย
ดังนั้นจึงมองว่า การทำกิจกรรมในช่วงเวลาเรียน มันเป็นอะไรที่วิเศษ บางคนเรียนจบไปแล้วไม่ทำกิจกรรม ผมว่าเขาเสียโอกาส เพราะเห็นได้ว่า ปัจจุบันบริษัทที่รับสมัครพนักงาน มักจะพิจารณาที่การทำกิจกรรมในเวลาเรียนด้วย โดยไม่ได้เน้นว่าต้องเรียนเก่งอย่างเดียว ดังนั้นการที่เราร่วมกิจกรรมกันคนจำนวนมาก มันมีความหมาย โดยทำให้เราสามารถอยู่กับคนในสังคมใหญ่ๆ ได้ ซึ่งมองว่ากิจกรรมด้านดนตรีจะช่วยเรื่องนี้ได้อย่างดี
เช่นเดียวกับ หนุ่มหน้าตี๋ "วิภัท ลักษมีเลิศ" หรือยู มือกีตาร์ ที่ควบตำแหน่งรองประธานของชมรม และเรียนในสาขาวิชาเดียวกันกับ "แบงค์" กล่าวว่า "รู้สึกมีความสุขกับสิ่งทำอยู่ และทางมหาวิทยาลัยก็สนับสนุนพวกเราอย่างเต็มที่ หากมีข่าวสารเกี่ยวกับการประกวดดนตรี ทางมหาวิทยาลัยจะมาแจ้งเสมอ ผมเรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจ เกรดเฉลี่ย 3.16 เรื่องกิจกรรมกับการเรียน อยากให้ทุกคนแบ่งเวลาให้เป็น เช่น บางคนอาจเล่นเกม เล่นดนตรี และเรียนหนังสือไปด้วย มันอาจจะทำให้ขาดความรับผิดชอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไป" 

นอกจากนี้ "ยู" ยังกล่าวเตือนน้องในวงคนหนึ่งที่ชอบเล่นเกมด้วยความปรารถนาดี ว่า เราควรแบ่งเวลาให้ถูก อะไรที่ไม่สำคัญกับชีวิตก็ต้องตัดออกไป ส่วนเรียนก็คือเรียน กิจกรรมก็คือกิจกรรม แต่เราก็ไม่ใช่ทำแต่กิจกรรม จนเสียการเรียน

ขณะที่ดาราของวง "หมิว" หรือ นายชำนาญ พุทธทองศรี มือกีตาร์และนักร้องนำ ที่ร่ำเรียนอยู่ในคณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 เปิดเผยทัศนความเห็น เพื่อให้เป็นตัวอย่างของเด็กรุ่นน้องที่ชื่นชอบงานดนตรีว่า "หากเข้ามาเรียนอย่างเดียว ก็เรียนแล้วจบไป แต่ถ้าเราเรียนและทำกิจกรรมด้วย มันจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการเรียน ที่ผมเรียกมันว่าความรู้นอกห้องเรียน ที่อาจารย์ไม่สามารถสอนเราได้ และบางครั้งเห็นว่า มันเป็นโอกาส เช่นเมื่อเราเรียนนิเทศศาสตร์และเล่นดนตรีไปด้วย วันหนึ่งผลงานเข้าตาจนได้ออกเทป นั่นแหล่ะที่ผมมองว่าเป็นโอกาส ทั้งที่สวนทางความเห็นของหลายคนที่ว่า 

เมื่อถามว่า เล่นดนตรีแล้วจะรุ่งเหรอ น้องหมิวตอบตามสไตล์ดาราว่า ผมเชิื่อถ้ามุ่งมั่นและพยายามที่จะทำอะไรสักอย่าง ไม่มีสิ่งไหนที่มนุษย์ทำไม่ได้ (ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของสมาชิกในวง แต่นั่นคือหนทางสู่ความฝันของนักศึกษาหนุ่ม)
มาถึงสาวสวยแห่งวง น้องมายด์ หรือ "วรรัตน์ หลีล้วน" เลขานุการมือเบส เด็กปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ เล่าถึงความเป็นห่วงของที่บ้านว่า พ่อแม่กำชับเสมอ หากเล่นดนตรี ก็อย่าให้การเรียนตก อย่างน้อยก็ต้องรักษาเกรดเฉลี่ยให้เท่าเดิม ส่วนตนจึงกำหนดไว้ว่า หากช่วงเวลาใดที่มีการสอบ จะหยุดเรื่องดนตรีไปก่อน เพราะที่ผ่านมาจะมีรุ่นพี่ที่เล่นดนตรีและจบออกไปภายใน 4 ปี ด้วยเกรดเฉลี่ย 3 กว่าๆ เป็นแบบอย่างให้เห็นแล้ว ส่วนอนาคตในฐานะที่เป็นผู้หญิง คงจะต้องมีงานประจำทำ และให้ดนตรีเป็นงานอดิเรก เพราะดนตรีอาจจะไม่เหมาะสมนัก แต่เมื่อใจรัก ก็ยังจะเล่นต่อไป

ด้าน นายภวัต วิทยเดชาเมธ หรือ "หนึ่ง" มือกลอง ควบตำแหน่งกรรมการของวง ซึ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ดูจากรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กช่างไม่ปาน แถมยังไม่น่าเรียนการเงินด้วยซ้ำ แต่เขาก็มีดีไม่น้อยทีเดียว หนึ่งเล่าว่า ผมก็พยายามเรียนหนังสือ ที่ผ่านมาผลการเรียนก็ยังโอเคอยู่ พ่อและแม่คอยเตือนเสมอว่า จะทำอะไรก็ได้ แต่ขออย่าเสียการเรียน ซึ่งผมก็ยึดการเรียนเป็นหลักมาตลอด ที่บ้านจึงไม่ว่าอะไร และผมยังเป็นคนเล่นเกม แต่โชคดีมีพี่ๆ คอยเตือนเสมอ ซึ่งผมก็นำไปปฏิบัติตาม
ส่วน "บูม" มือกลอง หรือนายชยรพ สินประจักษ์ผล อยู่ปีเดียวกับ "หนึ่ง" แต่เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ที่เป็นคณะที่ต้องทุ่มเทให้กับการเรียน แต่บูมยังสามารถเล่นดนตรีควบคู่ไปกับการเรียน กล่าวว่า เมื่ออยู่สาขาวิทยาศาสตร์ จะเรียนค่อนข้างหนัก จึงต้องแบ่งเวลาให้ถูกต้อง กิจกรรมก็กิจกรรม เรียนก็ต้องเรียนจริงๆ เพราะการเรียนคอมพิวเตอร์สาขาแอนนิเมชันนั้น ต้องส่งโปรเจกต์อยู่ตลอดเวลา และเรื่องการจัดลำดับก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยจะต้องรู้ว่าอะไรควรทำก่อนและหลัง

สุดท้าย พอได้ฟังทุกคนพูด ไทยรัฐออนไลน์สัมผัสได้อย่างหนึ่ง คือประโยคที่ว่า "พวกเราทำในสิ่งชอบ แต่ไม่ทิ้งในสิ่งที่พ่อแม่หวังไว้ คือการเรียนให้จบปริญญาตรี เราจึงต้องเรียนให้จบ เพื่อให้พ่อแม่ได้สมความปรารถนา ถึงแม้ลึกๆ ทุกคนต่างหวัง พวกเราอยากจะเล่นดนตรีแบบนี้ตลอดไป ทั้งตอนที่เรียนอยู่และเมื่อเรียนจบ" แหล่ะนี่คือวาทะเด็ดทิ้งท้าย ของนักศึกษาผู้มีความฝันและผู้หลงใหลในงานดนตรี.


วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553