The viola lovers concert (Chulalongkorn University Viola Ensemble)
วันที่ 7 ก.พ. 2555 เวลา 19.00 น
หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Date: 7 Feb 2012 Time: 19.00
Venue: Music Hall, Building of Arts and Culture, Chulalongkorn Universiy
Date: 9 Feb 2012 Time: 18.00
Venue: Luang Anupas Auditorium, Prince of Songkla University, Phuket
วันที่ 9 ก.พ. 2555 เวลา 18.00 น
สถานที่ หอประชุมภาษภูเก็ต ม.สงขลารครินทร์
Works by Bach, Mozart, Ravel, Piazzolla
Free Admission
ขอเชิญชมการแสดงดนตรี The Viola Lovers
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญทุกท่านชมการแสดงดนตรี The Viola Lovers Chulalongkorn University Viola Ensemble) วงซิมโฟนีออร์เคสตาร์แห่งจุ ฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ในวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 19.00น. ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งการแสดงดังกล่าว ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้า ชมแต่อย่างใด
The Viola Lovers (วงวิโอลาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนั กวิโอลาจำนวน 24 คน ประกอบด้วย นักดนตรีอาชีพ นักเรียน นิสิต และนักศึกษา จากหลายสถาบันมารวมตัวกัน ร่วมด้วยกลุ่มเครื่องดนตรีส มทบ ดับเบิลเบส และกลุ่มเครื่องเคาะจังหวะ ภายใต้การควบคุมการฝึกซ้อมแ ละอำนวยเพลงโดย ผศ.ชูชาติ พิทักษาการ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พุทธศักราช 2553 และศิลปินแห่งจุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ผ่านบทเพลงที่มีความหลากหลา ยรูปแบบ ทั้งคลาสสิก ป๊อป แจ๊ส ฯลฯ จากผลงานของนักประพันธ์ที่ม ีชื่อเสียงของโลก และนักประพันธ์เพลงชาวไทย รวมถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดช ทุกๆ บทเพลงได้รับการเรียบเรียงใ หม่สำหรับการแสดงของวงนี้โด ยเฉพาะ
สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักบริหารงานศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ โทร. 02-218-0585 และ 02-218-3635
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554
สุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ของนักกีตาร์ไทย ระดับนานาชาติ
ชื่อของ "อาจารย์โน้ต" ณัฐวุฒิ รัตนกาญจน์ อาจเป็นแค่ "ใครสักคนที่ไม่รู้จัก" สำหรับคนทั่วไป หากในวงการกีตาร์คลาสสิกทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อของเขาถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในฐานะนักกีตาร์คลาสสิกฝีมือเยี่ยมที่ เปิดการแสดงมาแล้วกว่า 15 ประเทศ และยังเป็นผู้จัดงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล กีตาร์ เฟสติวัล ที่จัดขึ้นในบ้านเราติดต่อกันมาแล้วถึง 11 ปีณัฐวุฒิ ซึ่งปัจจุบันอายุ 30 ปี บอกว่า ก่อนหน้านี้เขาก็เริ่มต้นเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่พอเริ่มจับกีตาร์ตอนอายุได้ราว 15-16 ปี ก็สนใจในกีตาร์ไฟฟ้า จากนั้นก็ฟอร์มวงเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ กระทั่งปีเศษๆ ให้หลัง ระหว่างไปเดินหาซื้อซีดี และได้ยินเสียงกีตาร์คลาสสิกเป็นครั้งแรก ความคิดก็เปลี่ยนแปลงไป
"ผมเห็นลุงคนหนึ่ง ท่านั่งเล่นกีตาร์เขาแปลกๆ เลยซื้อซีดีเขามาฟัง ฟังแล้วก็ตกใจ เฮ้ย! กีตาร์ตัวเดียวเล่นได้ขนาดนี้เลยเหรอ" ณัฐวุฒิเล่าประกอบท่าทางตื่นเต้นอย่างออกรส
ภาพ ที่เห็นและเสียงที่ได้ยินในครั้งนั้นแหละที่ณัฐวุฒิบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของ ชีวิต เพราะเขาตัดสินใจทันทีที่ฟังจบว่า อยากเล่นได้อย่างนั้นบ้าง คิดแล้วก็หยุดเล่นกีตาร์ไฟฟ้า และเริ่มต้นใหม่ด้วยการไปเรียนกีตาร์คลาสสิกตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น
เริ่มโดยแม้จะมี "ความฝัน" ซุกซ่อนไว้บ้าง แต่ก็ไม่มั่นใจหรอกว่าจะทำได้สำเร็จ
"เป็นความฝันของเด็กๆ ที่อยากเอากีตาร์ไปเล่นรอบโลก ไม่รู้หรอกว่าจะไปด้วยวิธีไหน แต่ฝันไว้ก่อน" เขาบอกพลางหัวเราะ
จาก นั้นก็เริ่มสานฝันด้วยการพยายามแสดงฝีมือเท่าที่โอกาสจะให้ จากพื้นที่เหนือสุดจรดใต้สุดของประเทศไทย เขาไปหมด ไปแม้กระทั่งแคมป์นักกีตาร์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตอนนั้นเองที่เส้นทางเริ่มเปิดให้ได้เดินทางไปแสดงในหลายประเทศ
ฟังดูเหมือนไม่ยาก
แต่ไม่ใช่
เพราะ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ เขาต้องใช้เวลาซ้อมถึงวันละ 10 ชั่วโมง เนื่องจากรู้ตัวดีว่าเริ่มช้ากว่าคนอื่น และการซ้อมหนักคือหนทางเดียวที่จะไปสู้กับใครๆ ได้
"ถามว่าท้อไหม ก็ไม่นะ เหมือนเราตั้งใจ เราเล่นแล้วเรามีความสุขไง ก็เลยไม่ท้อ"
ไม่ ท้อเหมือนตอนเข้าร่วมการแข่งขันกีตาร์หลายครั้ง แล้วแพ้บ้าง ชนะบ้าง เพราะมองว่าผลลัพธ์คือ "เรื่องธรรมดา" สำคัญที่สุดอยู่ที่ระหว่างทางของการไปสู่เป้าหมายต่างหาก
"การแข่งไม่ใช่สิ่งสุดท้ายในชีวิต เพราะท้ายที่สุดพอเรียนจบแล้วต่างหากคือชีวิตจริง"
เขา เองตอนเรียนจบจากสาขาดนตรีตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ ก็มีสภาพไม่ต่างจากนักกีตาร์คนอื่นๆ ที่ต้องขวนขวายหางานทำ
"แต่ใน เมืองไทยมันยังไม่สามารถเล่นเป็นอาชีพได้นะ อย่างมากก็ได้เล่นตามโรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งผมไม่ชอบเลย จึงพยายามหาตลาดของตัวเองที่ต่างประเทศ"
เริ่ม ด้วยการเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศเยอรมนี ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะมีงานแสดงให้ทำด้วยในระหว่างนั้น แต่ก็ต้องผิดหวัง ทั้งจากระบบการเรียนการสอนที่เขาคิดว่าตัวเองถูกตีกรอบการเล่นให้เป็นไปตาม ที่คนสอนต้องการมากเกินไป ขณะเดียวกันงานแสดงดนตรีที่คิดว่าจะมี การหาไม่ได้
"ผมไม่แฮปปี้ก็เลยหนีกลับมาเลย" เขาบอกตรงๆ
ถึงกระนั้นใจเขายังสู้เต็ม 100
"คือเราแขวนเป้าของตัวเองไว้ว่าอยากไปตรงนี้ให้ได้ แล้ววันไหนท้อ ก็กลับไปนั่งดูเป้าหมาย แล้วตะกายใหม่"
เขา เองตะเกียกตะกายเอางานของตัวเองไปเสนอหลายครั้ง ได้ผลตอบรับให้ไปเล่นหลายหน ทั้งในรูปของการเป็น 1 ในศิลปินที่ร่วมแสดงในเทศกาลดนตรี หรือการแสดงเดี่ยว
ปัจจุบันณัฐวุฒิเป็นอาจารย์สอนกีตาร์ที่ รับ ทั้งคลาสส่วนตัว, สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และกำลังจะไปเป็นอาจารย์พิเศษให้มหาวิทยาลัยดนตรีในประเทศมาเลเซีย
ขณะเดียวกันก็ยังมีคอนเสิร์ตแสดงในต่างประเทศทุกปี
ดูจะเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข-ทักไปอย่างนั้น แล้วเขาเองก็ตอบรับ
"แต่จริงๆ แค่ได้เล่นดนตรีผมก็มีความสุขแล้วนะตอนนี้
"เล่นเก่ง ไม่เก่ง ไม่สำคัญ เราเล่นแล้วมีความสุข มันก็จบแล้ว
"นักดนตรีมันก็แค่นี้ละ
"เพราะความหมายของดนตรีจริงๆ คือเล่นให้ตัวเองมีความสุข แล้วความสุขมันก็ถ่ายทอดให้คนฟังได้"
"กับคำว่า "นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก"
"อย่าเรียกเลย" ณัฐวุฒิรีบห้าม
"เรียกทีไรถูกด่าทุกที" เป็นเหตุผลที่มาพร้อมเสียงหัวเราะดังก้อง
"บางคนก็บอกผมซื้อตั๋วไปเล่นเอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้างานไหนไม่ออกค่าตั๋วให้ ผมก็ไม่ไปนะ"
งั้นตอนนี้อยู่ในระดับไหนล่ะ?
"เรียกว่านานาชาติคงจะดีกว่านะครับ"
ณ ขณะนี้ นานาชาติที่เขาตั้งใจไปเปิดการแสดงคือ 20 ประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำได้ครบในปีหน้า
"หลังจากนั้นเดี๋ยวว่ากันอีกที
"ถ้าโลกไม่แตกซะก่อนนะ" บอกพลางหัวเราะส่งท้ายมาอย่างดัง
หน้า 24,มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2554
*
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323920441&grpid=no&catid=08&subcatid=0800
วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554
น้ำตาแสงไต้ บรรเลงขลุ่ย By ThePC
Uploaded by
pichitchon
on Jun 6, 2010
*
*
แต่งโดยครูสง่า อารัมภีร์ เล่นด้วยคีย์ G
ลองเล่นเต็มวงดูครับ กลองใช้ไมค์ Shure SM58s สองตัว เก็บกระเดื่องตัวนึง
อีกตัวเก็บด้านบน โดยใช้ตู้คีย์บอร์ดแทนพรีแอมป์ คีย์บอร์ดใช้ WK-1800 ของ
Casio เสียง WarmPad กีต้าโปร่ง Landwin ใช้ไมค์หูฟังอัด
ขลุ่ยซีเลาเดียวกับเดือนเพ็ญครับ ใช้ไมค์หูฟังเช่นกัน
ส่วนเสียงเบสใช้คีย์บอร์ดทำ ไม่ได้ถ่ายไว้ครับ
ครั้งนี้บันทึกกำกับวิดีโอด้วย Adobe Audition 1.5 และซ้อนภาพด้วย Sony
Vegas เหมือนเดิมครับ เล่นผิดๆ ถูกๆ และจังหวะก็ไม่คงที่ก็ขออภัยด้วยนะครับ
ช่วยคอมเม้นท์แนะนำกันด้วยนะครับ
สำหรับใครที่ต้องการโน้ตเชิญที่นี่ครับ
http://www.facebook.com/Tle.Kluithai
สำหรับใครที่ต้องการโน้ตเชิญที่นี่ครับ
http://www.facebook.com/Tle.Kluithai
/
http://www.youtube.com/watch?v=YC3cTpjJIqk
http://www.youtube.com/watch?v=YC3cTpjJIqk
"ซิลเวอร์เลค มิวสิค เฟสติวัล" เทศกาลดนตรีของไทย
"ซิลเวอร์เลค มิวสิค เฟสติวัล" เทศกาลดนตรีระดับโลกในประเทศไทยที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมปี หน้า จะมีศิลปินชื่อดังระดับโลกอย่าง Incubus, Owl city และ Seether มาร่วมแสดงในงาน บ๊อบได้เล่าให้เราฟังถึงงานในครั้งนี้ว่า
"งานนี้ มันเริ่มต้นมาจากพี่แจ๊ค (เจษฎา พัฒนถาบุตร) และพี่สุรชัย (ตั้งใจตรง) ทั้ง 2 คนเป็นคนดนตรีเหมือนกัน แล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อนหลังจากทั้ง 2 คนคุยกันว่า ตรงวินด์ยาร์ดที่แกมีสถานที่อยู่เนี่ย แกอยากทำให้เป็นมิวสิกคอมมิวนิตี้ แล้วก็อยากให้มีดนตรีดี ๆ ในไร่องุ่น เราก็เลยได้มีโอกาสไปดูสถานที่กัน ทางเราเองก็พร้อมในส่วนของโปรดักชั่นอยู่แล้ว พี่แจ๊คก็ไปดูกับพี่สุรชัย ผมก็ไปดูด้วย เราก็ไปดูแล้วก็เห็นว่าสถานที่มันสวยมาก
จึงเห็นว่า มันมีโอกาสที่จะได้สร้างมิวสิกเฟสติวัลให้เป็นที่รู้จักได้ เริ่มรวมหัวกัน ต่างคนก็ต่างใช้ประสบการณ์ คอนเน็กชั่นในแต่ละสายของตัวเองที่มีดึงเพื่อน ๆ เราซึ่งเป็นรุ่นใหญ่ในการทำเฟสติวัลเป็น
ไซต์แมเนเจอร์ของทั่วโลกมาช่วยทำ"
โดย บ๊อบได้เล่าถึงความพร้อมของงานในครั้งนี้ว่า "ในส่วนของศิลปินเราคอนเฟิร์มหมดแล้ว เรื่องความพร้อมของศิลปินไม่ต้องห่วงเลย ในส่วนต่อไปก็คือ เรื่องสถานที่ สถานที่ตอนนี้เราปรับไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว
หลังจากที่ได้ทำ การโปรโมต "ซิลเวอร์เลค มิวสิค เฟสติวัล" ผ่านสื่อไปแล้ว ดูเหมือนว่าเสียงตอบรับจะดีมากกว่าที่บ๊อบคาดการณ์เอาไว้ ทั้งยอดการขายบัตร และที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือ ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่ก่อนหน้าที่จะออกสื่อมีสมาชิกอยู่ราว ๆ 4,000 คน แต่หลังจากที่ออกสื่อไปได้เพียงแค่ 1 วัน ยอดสมาชิกก็พุ่งสูงขึ้นไปเป็นเท่าตัว คือ 9,000 กว่าคนเลยทีเดียว
ในเรื่องนี้บ๊อบได้อธิบายให้ฟังว่า น่าจะเป็นผลมาจากความชัดเจนในวิธีการทำงานของทีม
"เรารู้ว่าคอนเทนต์หลักของเราเป็น
คอน เทนต์หลักของธุรกิจคอนเสิร์ต เราไม่เอาดนตรีมาแล้วมีกิมมิกอย่างอื่น เทศกาลของเราที่เราพูดกันที่เราเสนอมันเป็นแบบนั้น ข้อดีของเราคือ เราไม่มีปัญหาในเรื่องของการจัดศิลปินซ้ำ ๆ กัน
อีกอย่างหนึ่งที่ เทศกาลดนตรีจะมอบให้กับเราทุกคนคือ ความตื่นตัวในธุรกิจดนตรี และวงการดนตรีในบ้านเรา เพราะการเกิดขึ้นของงานในลักษณะนี้จะทำให้เกิดแนวทางดนตรีใหม่ ๆ และยังกระตุ้นให้นักดนตรีทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าพัฒนาฝีไม้ลายมือของตัวเอง ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
"มันช่วยให้ความตื่นตัวของธุรกิจดนตรีมีมากขึ้น ให้โอกาสวงดนตรีในการเล่นไลฟ์ วงดนตรีเล็ก ๆ ที่เป็นอินดี้ได้มีโอกาสโชว์ฝีมือในเฟสติวัลใหญ่
ยิ่งเรามีเวทีให้ ได้แสดงออกเยอะ มันก็ยิ่งเป็นการสร้างการเรียนรู้ใหม่ ๆ ให้กับวงการเพลง แล้วกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตนเองขึ้นไปอีกขั้น"
*
"ประชาชาติธุรกิจออนไลน์"
วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1323578860&grpid=no&catid=no |
|
|
วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ดร.อาบทิพย์ ธีรวงศ์กิจ "อังศุมาลิน" ในโลก "ดิจิทัล"
เพลงไทยเดิมนับวันยิ่งจะหาฟังอยากมากขึ้น เรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่สิ้นไปเสียทีเดียว เพราะยังมีกลุ่มที่อนุรักษ์เพลงเหล่านี้ไว้ ให้มีเสียงแว่วมากระทบหูบางเป็นครั้งคราว
แม้แต่ในสังคมไซเบอร์ของเครือข่ายโลกยุคดิจิทัล ก็ยังมีเพลงไทยเดิมให้สืบค้นมาฟังกันได้พอเสนาะหูอยู่บ้าง
โดยเฉพาะฝีมือตีขิมบรรเลงเพลงไทยเดิมของ "อาจารย์อ้อม" ที่ไพเราะจับใจ ทั้งท่วงทำนองและจังหวะความนุ่มนวล แม้จะผ่านการอัพโหลดขึ้นไว้บนอินเทอร์เน็ตแล้วก็ตาม เสียงที่ออกมาฟังใสแจ๋วชวนเคลิบเคลิ้ม อยากจะลุกขึ้นมาขยับแขนขาโยกไปตามทำนอง
เพลงที่อาจารย์อ้อมเลือก บรรเลงนั้นไม่ได้มีแค่เพลงไทยเดิม แต่ยังมีเพลงไทยสากลที่บรรเลงโดยขิม เครื่องดนตรีตัวเดียวที่สะกดผู้ชมผู้ฟังให้ตะลึงค้างอยู่หน้าจอ และคลิกเลือกฟังเพลงอื่นซึ่งขณะนี้มีอัพโหลดไว้บนอินเทอร์เน็ตเกือบ 200 เพลงแล้ว
ใครจะคิดว่าหญิงสาวผิวขาวร่างเล็กคำนวณอายุจากภาพที่เห็น ไม่น่าจะเกินเลข 3 ที่คนในโลกไซเบอร์เรียกว่า "อาจารย์อ้อม" ผู้สร้างเสียงดนตรีไทยประดับบนยูทูบให้ชาวไทยและชาว
ต่างชาติได้ชื่นชมด้วย มียอดคลิกชมนับหมื่นคน
มีดีกรีเป็นถึงอาจารย์จบปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา แถมยังเป็นสาขาชื่อดัง จบในคณะที่ไม่ธรรมดาเสียด้วย
"ดร.อาบทิพย์ ธีรวงศ์กิจ" หรืออาจารย์อ้อม อายุ 32 ปี เป็นอาจารย์ประจำสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หรือที่รู้จักในชื่อ "บางมด" เป็นนักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โท เอก สาขาวิชา Mechanical Engineering ที่มหาวิทยาลัยคาร์นีกี้ เมลลอน (Carnegie Mellon University : CMU) ที่รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
อาจารย์อ้อมใช้เวลาเรียนที่ สหรัฐ อเมริกาถึง 10 ปี และยังได้รับเหรียญทองตอนปริญญาตรี กระทั่งเรียนจบด็อกเตอร์และกลับมาเมืองไทยได้ 4 ปีแล้ว มาเป็นอาจารย์สอนในภาควิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์
ดังนั้น การใช้ชีวิตตัวคนเดียวที่เมืองนอกเป็นเวลานาน อาจารย์อ้อมจึงต้องหาอะไรทำเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน เธอจึงเริ่มมองหาสิ่งที่ถนัดและชอบเป็นพิเศษนับตั้งแต่แม่พาไปเข้าคอร์สปรบ มือเข้าจังหวะตั้งแต่ 7 ขวบ ก่อนจะพาเธอไปทำความรู้จักกับเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคือ ขิม ซึ่งมันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอไปแล้ว
"ขิม" จึงเป็นทั้งเพื่อนและเครื่องดนตรีที่คลายความเหงา อีกทั้งสร้างความบันเทิงให้กับเธอในเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรักและถนัดที่สุด
หากใคร ได้ลองฟังเสียงเพลงที่อาจารย์มหาวิทยาลัยบางมด ผู้นี้บรรเลงกับหู รับรองจะต้องหลงใหลในท้วงทำนองของเสียงขิมแบบไม่มีสะดุด เสมือนกับว่าขิมและผู้ตีกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
เสียงขิม ที่ตีโดยอาจารย์อ้อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยูทูบเท่านั้น ก่อนหน้านี้อาจารย์อ้อมได้นำเครื่องดนตรีไทยไปเผยแพร่ถึงสหรัฐอเมริกา โดยใช้ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่นำขิมไปตีให้ฝรั่งฟังในงานเผยแพร่วัฒนธรรม ที่นักเรียนไทย จับกลุ่มกันทำกิจกรรมขายอาหารไทยเอาเงินเข้าสมาคม มีการจัดการแสดงขายตั๋วให้ฝรั่งเข้ามาดู คนอเมริกันจะไม่มีเครื่องดนตรีแบบนี้ ส่วนคนจีนคนยุโรปอาจจะพอคุ้นเคยอยู่บ้าง
ส่วนความพิเศษที่บรรดาแฟนคลับชื่นชอบไม่ได้มีแต่เสียงเพลงไทยเดิมเท่านั้น
อาจารย์ อ้อมได้นำเครื่องดนตรีขิมมาปรับโน้ตแต่งทำนองให้เข้ากับเพลงพ็อปเบา ๆ โดยเฉพาะเพลงที่กำลังฮิต จนหลายคนติดอกติดใจอยากจะตีขิมบ้าง ขอสมัครเป็นลูกศิษย์ แต่อาจารย์ผู้นี้ขอสอนแค่วิชาวิศวกรรมที่ได้ร่ำเรียนมา
ส่วน ครูสอนดนตรีขอเว้นไว้ก่อน เนื่องจากเกรงใจอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชามาให้ หากจะสอนจริงจังคงต้องไปขออนุญาตให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่ก็ใจดียอมจัดเวิร์กช็อปเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผู้ที่สนใจแต่ยังไม่ยอมเปิดรับลูกศิษย์คนใดเด็ดขาด
อาจารย์อ้อม เล่าถึงแฟนคลับตัวน้อย ๆ ที่ได้ฟังเพลงผ่านยูทูบแล้วติดต่อมาจนรู้ว่าอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เด็กคนนั้นรีบปั่นจักรยานมาหาถึงหน้าบ้านและบอกว่าอยากพบตัวจริง มายืนกดกริ่งอยู่หน้าบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ เธอก็ได้ให้คำแนะนำไปตามสมควรที่เด็กจะรับได้
แต่ยืนยัน "ไม่รับสอนค่ะ"
ดัง นั้น จะเห็นว่ามีบรรดาแฟนคลับร้องขอให้อาจารย์อ้อมเปิดคอร์สสอนดนตรี แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเสียที เพราะสิ่งที่นักดนตรีผู้นี้มีนอกจากพรสวรรค์แล้ว เธอยังมีความสามารถชนิดที่ว่าลอกเลียนแบบได้ยาก แค่ฟังเสียงเพลงเธอก็รู้แล้วว่าต้องใช้โน้ตตัวไหน
การนำตัวโน้ตในเพลงสากลไปดัดแปลงในเครื่องดนตรีไทย ต้องเพิ่มเสียงแฟลตกับเสียงชาร์ปเข้าไปด้วย จะค่อนข้างยากเพราะต้องแปลงเครื่องดนตรีด้วย
แม้จะเห็นว่าอาจารย์อ้อมบรรเลง ดูง่าย ๆ แบบไม่ต้องมองยังตีไม่ตกร่อง ก็เพราะความสามารถล้วน ๆ
"ความ แตกต่างระหว่างเพลงไทยเดิมกับเพลงสมัยใหม่ เสียงดนตรีจะไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะดนตรีไทยมีแต่เสียงโด เร มี ฟา ซอล ลา ที ไม่มีเสียงชาร์ปเสียงแฟลต และการแบ่งช่วงตัวโน้ตก็ไม่เหมือนกัน
ฉะนั้น การเอาเครื่องดนตรีไทยมาเล่นเพลงสากล ต้องทำเครื่องดนตรีของเราให้เป็นเสียงเดียวกับดนตรีสากลให้ได้
วิธี การก็ยากนิดหนึ่ง ต้องมีขิมที่จะต้องจูนให้เข้ากับระบบเสียงให้ได้ ถ้าเล่นเพลงไทยเดิมจะเล่นขิมตัวเล็กที่จะมีอยู่ 7 หย่อง แต่ถ้าจะเล่นเพลงสากลก็จะใช้ตัวใหญ่ จะสามารถปรับให้เข้ากับเพลงสากลได้ จะมีหย่องเพิ่มขึ้น และมีสายเพิ่มมากขึ้น
ขิมที่ใช้เล่นกับเครื่อง ดนตรีสากลก็มีบ้างแล้วชื่อ ขิมโครมาติค เป็นเครื่องดนตรีขิมเฉพาะที่คนเริ่มคิดค้นขึ้นมา จะมีทั้งชาร์ปทั้งแฟลตในตัวเดียว แต่ของอ้อมมาปรับจูนเอง แต่ถ้าเล่นขิมโครมาติคระยะห่างของหย่องก็ต่างกัน อาจจะตีโน้ตผิดได้" ด็อกเตอร์สาวกล่าว
ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เสียงเพลงจากขิมของอาจารย์ อ้อม มีเสียงโน้ตครบทุกตัวทำให้การบรรเลงไหลลื่นน่าฟัง และการนำเสียงขิมมาผสมผสานกับเสียงขลุ่ย เสียงเปียโนได้อย่างลงตัว ล้วนเป็นคนที่ติดต่อเข้ามาเอง อยากจะขอมาร่วมกันบรรเลงเพลง จนมีคนเข้าไปสอบถามเป็นจำนวนมากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
"เล่นยังไง เรียกว่าอะไร คนชอบเล่นดนตรีมีเยอะ แต่เราเองไม่มีพื้นที่ให้เขา"
แม้อาจารย์อ้อมจะยังไม่รับสอน แต่ก็ยังช่วยถ่ายทอดเทคนิคการจับไม้ วิธีการนั่ง การสะบัดมือช้า ๆ แล้วเร่งเร็วขึ้นต้องทำอย่างไร
มี คนยกให้อาจารย์สอนวิศวกรรมหุ่นยนต์ท่านนี้เป็นไอดอล ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาสนใจในดนตรีไทย ผลักดันให้พวกเขาอยากเล่นขิมเป็นบ้าง
ฉะนั้น "อย่ามัวแต่คิดให้ลงมือทำเลย ถ้ามีไอเดียอะไรก็ลงมือทำ อย่ามัวแต่คิดไปว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี เพราะจะเสียโอกาสไป"
ทั้ง นี้และทั้งนั้นกว่าที่อาจารย์สาวผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์จะเรียนจนจบปริญญา เอกและตีขิมได้ขั้นเทพขนาดนี้ เพราะความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน ฝึกซ้อม และมีใจรัก จึงทำให้เธอประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง
ใคร ที่ยังไม่ได้เป็นแฟนคลับของเธอคนนี้ ต้องรีบเข้าไป "กดไลก์" ในเพจเฟซบุ๊กกันได้แล้ว นอกจากจะมีเพลงฟังเกือบทุกวัน ยังได้ร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ช่วยสังคมที่อาจารย์สาวท่านนี้ลงทุนลงแรง เช่นเดียวกับอุทกภัยที่ผ่านมา
*
สุชาฎา ประพันธ์วงศ์ : เรื่อง
"ประชาชาติธุรกิจออนไลน์" 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1322648266&grpid=09&catid=no
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
